เรื่อง The Theory of Everything

The Theory of Everything

The Theory of Everything  หนังเรื่องนี้ถูกฉายครั้งแรกในงานเทศกาลหนัง Toronto 2014 ได้รับคำชมและชนะรางวัลมากมาย ล่าสุด Eddie Redmayne (ผู้แสดงเป็น Stephen Hawking) ก็เพิ่งคว้ารางวัล Golden Globes 2015 สาขา Best Actor และหนังเรื่องนี้ยังเข้าชิงรางวัล Oscar ถึง 5 สาขาด้วย

The Theory of Everything

และหลังจากที่ชมหนังที่ชิงรางวัล Oscar สาขา Best Actor มาหมดแล้วยกเว้น Birdman ณ ตอนนี้ขอบอกเลยว่า Eddie Redmayne เหมาะสมแก่รางวัลนี้มากที่สุด ช่างเป็นการแสดงที่เยี่ยมยอดมาก จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนๆเดียวกับคนที่เล่นเป็นตัวร้ายในหนังเรื่อง Jupiter Ascending เพราะใน Jupiter Ascending นั้นส่วนตัวยังไม่อยากเรียกว่าเป็นการแสดงเลย

ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังชีวประวัติ แต่เมื่อชมแล้วมันก็คือหนังที่ดำเนินเรื่องเหมือนหนัง ไม่มีการเล่าที่ยืดเยื้อหรือออกแนวสารคดีแต่อย่างใด เป็นหนังที่มีความดีงามและมีคุณค่าทางความรักและวิชาการ สี การจัดองค์ประกอบภาพ เสื้อผ้าหน้าผม จะออกแนวฟุ้งๆหวานๆ เป็นสี pastel ย้อนยุค เพลงประกอบเพราะ เมื่อรวมกับบรรยากาศของอังกฤษแล้วช่างคลาสสิกเสียนี่กระไร

หนังเปิดมาด้วยความรักอันสดใสที่พลอยทำให้คนดูร่าเริงสดใสตามไปด้วย หลังจากนั้น 15 นาทีหนังพาคนดูค่อยๆจมดิ่งสู่ทุกความรู้สึกที่ตรงกันข้าม ซึ่งเต็มไปด้วยความอึดอัดกดดันของหัวอกผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ทำเอาผู้หญิงอย่างอิฉันต้องเสียน้ำตาเกือบทั้งเรื่อง จนออกจากโรงกลับบ้านมาจะนอนแล้ว ความรู้สึกนี้ก็ยังคงคั่งค้างอยู่ภายในจิตใจด้วยความรู้สึกที่ทั้งเข้าใจ เห็นใจและเหนื่อยแทน หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ผู้หญิงมาชมแล้วน่าจะซาบซึ้งและซึมซับเข้าใจความรู้สึกได้ดีกว่าผู้ชาย อย่าลืมพกกระดาษทิชชู่หรือผ้าเช็ดหน้าไปด้วยนะคะ

หนังยังจับเอาประเด็นวิทยาศาสตร์และศาสนศาสตร์มาเล่นให้เห็นถึงความขัดแย้งและแตกต่างทางความเชื่อระหว่าง 2 ตัวละครหลักสามีและภรรยา โดยที่สตีเฟ่นไม่เชื่อในพระเจ้าแต่เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์และพยายามคิดหาทฤษฎีเรื่องเงื่อนเวลาเพื่อมาหักล้างเรื่องพระเจ้าและตัวเขาเองก็กำลังแข่งขันกับเวลาอยู่จึงสนใจทฤษฎีนี้เป็นพิเศษ ในระหว่างที่เจนเป็นคนที่เชื่อพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจ นั่นจึงเป็นข้อดีที่ทำให้เจนนั้นยังอดทนสู้เสียเหลือเกิน ด้วยการมีความหวังและกำลังใจอยู่เสมอ และเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงเมตตาทำให้เกิดปาฏิหาริย์กับสามีของเธอ

ซึ่งเชื่อว่าถ้าสตีเฟ่นเจอสาวที่มีแนวคิดเดียวกันในความเชื่อเรื่องหลักวิทยาศาสตร์ที่ต้องพบเจอเหตุกรณีเดียวกับเจน หนังก็คงจะดราม่ามากกว่านี้ในมุมมองที่แสนเศร้าเป็นแน่ แต่อย่างไรก็ตามแม้เนื้อเรื่องจะดราม่า แต่มันก็เต็มไปด้วยดราม่าที่ feel good ในส่วนที่ดีเพราะตัวละครหลักทุกตัวต่างมองโลกในแง่บวก รัก เข้าใจ และคอยสนับสนุนเป็นแรงผลักดันช่วยเหลือกันและกันไปจนถึงสุดปลายทาง และไม่ว่าจะมีทฤษฎีไหนต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย ก็คงจะไม่มีทฤษฎีไหนสู้หรือเทียบเท่าทฤษฎีหรือพลังของรักแท้ได้

ปล. นี่เป็นการให้คะแนนจากความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนมีมุมมอง ความชอบ ความคิดต่างกัน ซึ่งเมื่อคุณไปดูแล้วคุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ค่ะ (แค่รักการดูหนังและอยากจะแชร์แลกเปลี่ยนความเห็นให้คนชอบดูหนังมาคุยกัน ไม่มีอะไรถูกหรือผิด ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกันค่ะ)

ดูหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น