ปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจนักสืบ

ปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจนักสืบ ของประเทศไทย การทำงานของนักสืบเอกชนมีลักษณะลึกลับ ไม่เปิดเผย บางครั้งต้องแฝงกาย ปลอมตัวใช้เทคนิค หรืออาศัยเทคโนโลยีเพื่อประกอบการปฏิบัติงาน

ปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจนักสืบ

1. ความน่าเชื่อถือ

ธุรกิจนักสืบเอกชนในประเทศไทยไม่ได้รับความเชื่อถือจากหน่วยงานราชการ ประชาชนและผู้ว่าจ้าง เนื่องจากไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์มาตรฐานชัดเจน ที่จะรองรับการทำงานของนักสืบเอกชน เรียกได้ว่านักสืบเอกชนไม่ได้มีตัวตนอยู่ในกฎหมายไทยที่ใดเลย ทำให้นักสืบเอกชนไม่มั่นใจในขอบเขตการทำงานของตนว่าทำได้เพียงใด แค่ไหน ผู้ว่าจ้างก็ไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถไว้วางใจนักสืบเอกชนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือใบรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมใดๆให้มาทำงานสืบหาข้อมูลให้ตนดีหรือไม่

โดยทั่วไปแล้วประชาชนคนธรรมดาย่อมไม่อาจทราบได้ว่า การทำงานของนักสืบเอกชนเป็นอย่างไร และไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในลักษณะนี้ คนทั่วไปจะทราบข้อมูลคร่าวๆจากการ์ตูน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ซึ่งมีรูปแบบการเล่าเรื่องที่เพ้อฝัน เกินจริง หรือตลกขบขัน ทำให้ภาพลักษณ์ของนักสืบเอกชนไม่ชัดเจน

หากจะได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับงานสืบสวนก็มักได้ยินคำว่า สาย หรือ สายสืบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งข่าวให้กับตำรวจเวลาด้กจับการซื้อขายยาเสพติด โดยสายตำรวจเหล่านี้เป็นเอกชนคนธรรมดาที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ ในการสืบสวนตามกฎหมาย และอาจได้ค่าตอบแทนเป็นเงินสินบนตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ที่กำหนดให้จ่ายให้แก่ผู้แจ้งความนำจับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

หากคนทั่วไปประสงค์จะสืบหาข้อมูลใดๆ ก่อนอื่นก็ต้องลองสืบค้นด้วยตนเองก่อน จนเมื่อพบปัญหาว่าไม่สามารถสืบหาได้ต่อไปแล้ว ก็จำเป็นต้องพึ่งพามืออาชีพให้สืบหาข้อมูลให้ นั่นก็คือนักสืบเอกชน ซึ่งหากไม่รู้จักนักสืบเอกชนเป็นการส่วนตัว หรือไม่รู้จักคนใกล้ชิดที่เคยได้ใช้บริการของนักสืบเอกชน

วิธีที่จะว่าจ้างนักสืบเอกชนได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันก็คือการเข้าสืบค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การติดต่อตามเบอร์โทรศัพท์ ที่ปรากฏอยู่ในใบปลิวโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสถานที่สาธารณะทั่วไป ต่อเมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับนักสืบเอกชนแล้วก็จะพบว่าวิธีการทำงานไม่เป็นที่เปิดเผย ซ้ำยังตกลงกันด้วยวาจา โดยไม่ต้องพบเจอตัวจริงเพื่อพูดคุยกันก่อน และส่วนใหญ่ก็ต้องโอนเงินค่าจ้างให้เสียก่อนนักสืบเอกชนจึงจะทำงานให้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีคนกล้าว่าจ้างนักสืบเอกชนมากนัก เพราะต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมาก โดยมักกลัวกันว่าหากโอนเงินให้แล้วจะติดต่อไม่ได้อีก ก็เป็นอันถูกหลอกลวงให้เสียเงินจำนวนไม่น้อยไป จะติดตามทวงถามก็ไม่รู้จักหน้าค่าตาหรือที่อยู่อาศัย ทำให้คนทั่วไปไม่ไว้วางใจนักสืบเอกชนนัก เพราะก็มีกรณีถูกหลอกลวงโดยนักสืบปลอมอยู่เสมอ ด้านนักสืบเอกชนเองก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวเพราะกลัวว่าจะไม่สามารถปฏิบัติงานที่เป็นความลับได้อีก ทำให้เสียโอกาสที่จะมีรายได้เข้ามา

เมื่อนักสืบเอกชนออกไปปฏิบัติงาน ก็จะพบอุปสรรคว่าไม่สามารถสืบหาข้อมูลได้ง่าย เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ค่อยยอมให้ข้อมูลใดๆด้วย เนื่องจากเห็นว่ามิใช่เจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่ประกอบอาชีพในลักษณะหนึ่งเท่านั้น ทั้งไม่อาจแน่ใจได้ว่าหากให้การช่วยเหลือใดๆไปจะเป็นการกระทำการถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือไม่

เมื่อประชาชนทั่วไปไม่ให้ความเชื่อถือ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ความไว้วางใจ ก็มีผู้ว่าจ้างที่จะเชื่อมั่นมาว่าจ้างให้สืบหาข้อมูลน้อย ทำให้กิจการงานนักสืบเอกชนไม่พัฒนามากนัก จำนวนนักสืบเอกชนที่ดีมีคุณภาพก็ไม่มาก ทั้งๆที่เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญ สามารถแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการสืบหาข้อมูลใดๆได้ รวมทั้งมีประโยชน์ทั้งในแง่การประกอบธุรกิจการค้า และเรื่องส่วนตัวต่างๆ

การที่จะขจัดปัญหาความไม่น่าเชื่อถือนี้ได้ก็โดยการมีกฎหมายเฉพาะ ว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนขึ้นมา กล่าวถึงการทำงานของนักสืบเอกชน เพื่อรองรับการประกอบธุรกิจนี้ โดยเฉพาะ ควรให้มีการกำหนดให้ต้องทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้ว่าจ้างเกิดความเชื่อมั่นที่จะจ้างงาน และนักสืบเอกชนมั่นใจในการขอบเขตการปฏิบัติงานของตน ไม่ต้องอาศัยเพียงความเสี่ยงที่จะไว้เนื้อเชื่อใจคนไม่รู้จักเท่านั้น

การว่าจ้างนักสืบเอกชน เป็นการทำสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้กำหนดแบบไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องทำเป็นหนังสือ หรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เพียงการตกลงกันด้วยวาจาผ่านทางโทรศัพท์ ก็สามารถก่อให้เกิดสัญญาซึ่งมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว แต่เนื่องจากการตกลงด้วยวาจาดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย โดยผู้ว่าจ้างไม่เชื่อถือว่านักสืบเอกชนจะทำงานให้จริงหรือไม่ และต้องเสียเงินค่าจ้างที่โอนไปก่อนโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ ส่วนนักสืบเอกชนก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ว่าหากยอมทำงานให้ก่อนแล้ว จะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ในราคาที่ตกลงกันไว้จริงหรือไม่

เพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ หากมีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน ก็ควรระบุให้มีการทำสัญญาว่าจ้างนักสืบกันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย และเป็นการสะดวกง่ายดายในการฟ้องร้องบังคับคดีด้วย จริงอยู่ว่าการไม่ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ดังที่สัญญาจ้างทำของทั่วไปปฏิบัติอยู่ตามกฎหมายปัจจุบัน จะเป็นการสะดวกรวดเร็วในการจ้างงาน

แต่เมื่อพิจารณาถึงทางปฏิบัติทุกวันนี้ ก็จะพบว่าทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างล้วนแล้วแต่ประสงค์ที่จะทำสัญญาจ้างทำของกันในรูปแบบของลายลักษณ์อักษรมากกว่า โดยเฉพาะในสัญญาที่มีมูลค่าสูง เช่น สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการผิดสัญญากันได้โดยง่าย และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจนักสืบเอกชน จึงควรกำหนดในกฎหมายไว้ให้ชัดเจนว่า การว่าจ้างนักสืบเอกชนต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีต่อกันได้

2. กลไกกำกับดูแลหรือควบคุมการทำงาน

เนื่องจากไม่มีกลไกใดมากำกับดูแล หรือควบคุมการทำงานของนักสืบเอกชน จึงอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนบางกลุ่มบางคนละเมิดกฎหมาย หรือทำงานอย่างไร้จริยธรรม จรรยาบรรณ ทำให้ภาพรวมของผู้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนต้องเสื่อมเสีย ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และธุรกิจนี้ไม่พัฒนาก้าวหน้าเท่าที่ควร ในต่างประเทศจะมีหน่วยงานกลาง ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการกำกับดูแล และกำหนดกลไก

การทำงานของนักสืบเอกชน โดยจะกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักสืบเอกชนได้ กำหนดประเภทของนักสืบเอกชน มีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ มีการฝึกอบรมวิชาชีพ มีการตรวจสอบการทำงาน มีการหมดอายุ และการต่ออายุใบอนุญาต มีการกำหนดโทษ และลงโทษทั้งทางอาญา และทางวินัย ทั้งนี้ ก็เพื่อจัดระบบการทำงานของนักสืบเอกชนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส และเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนผู้จะมาใช้บริการว่าจ้างนักสืบเอกชนด้วย

ทั้งยังเป็นการกำจัดนักสืบปลอมหรือมิจฉาชีพทั้งหลาย ที่หากินกับความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้บริการ เพราะผู้จะประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนได้ต้องได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติ และได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกลางที่จัดตั้งโดยกฎหมายแล้วเท่านั้น เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างดี ให้อยู่ในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประมวลจริยธรรม จรรยาบรรณ และกฎต่างๆตลอดเวลา มิฉะนั้น อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้

กลไกใดที่จะกำกับดูแลหรือควบคุมการทำงานของนักสืบเอกชน จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยกลไกดังกล่าวนี้ก็คือกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนนั่นเอง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ควรก่อตั้งหน่วยงานกลาง เช่น สภาวิชาชีพนักสืบเอกชน ที่เป็นการรวมตัวของตัวแทนจากทุกภาคส่วน เพื่อทำหน้าที่กำหนดลักษณะ รูปแบบ หรือรายละเอียดของการปฏิบัติงานของนักสืบเอกชน

ในปัจจุบันหากนักสืบเอกชนปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะต้องรับผิดตามที่กฎหมายฉบับต่าง ๆ กำหนดตามลักษณะของการกระทำความผิด เช่น หากการทำงานของนักสืบเอกชนเข้าข่ายเป็นการทำละเมิดตาม ที่ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์บัญญัติ บุคคลผู้ถูกทำละเมิด ก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนักสืบเอกชนเอง ตามพฤติการณ์เป็นรายกรณี หรือในกรณีของประมวลกฎหมายอาญา

หากนักสืบเอกชนเปิดเผยความลับของผู้ว่าจ้าง นักสืบเอกชนก็มีความผิดฐานเปิดเผยความลับ ซึ่งต้องรับโทษตามที่มาตรา 324 บัญญัติ หรือหากนักสืบเอกชนนำข้อมูลที่ได้จากการสืบหา ไปบอกต่อบุคคลอื่นจนอาจทำให้มีผู้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง นักสืบเอกชนก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งต้องรับโทษตามที่มาตรา 326 บัญญัติ หรือหากนักสืบเอกชนบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น นักสืบเอกชนก็มีความผิดฐานบุกรุก ซึ่งต้องรับโทษตามที่มาตรา 362 บัญญัติ เป็นต้น

การรับผิดตามกฎหมายสารบัญญัติดังกล่าว เป็นการรับผิดตามบทกฎหมายทั่วไป ซึ่งบัญญัติไว้อย่างกว้างๆ สามารถใช้เป็นหลักพื้นฐานได้กับทุกคน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การปฏิบัติภารกิจหนึ่งภารกิจใดของนักสืบเอกชน อาจมีกรณีที่ต้องกระทำการหลายอย่าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ซึ่งในการกระทำการต่างๆเหล่านั้น

นักสืบเอกชนอาจฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ หากผู้เสียหายต้องการให้นักสืบเอกชนรับผิด ก็ต้องมีการเสาะแสวงหาพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เข้าองค์ประกอบความผิด ในแต่ละข้อหาของกฎหมาย หลากหลายฉบับ ซึ่งเป็นการลำบาก ยุ่งยาก และอาจทำให้นักสืบเอกชนที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้น ต้องหลุดพ้นความรับผิดไป เพราะผู้เสียหายไม่อาจเสาะหาพยานหลักฐานมาให้ครบถ้วนได้ตามที่ข้อหาความผิดในกฎหมายแต่ละฉบับกำหนดเพื่อให้เป็นการสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายมากยิ่งขึ้น จึงควรมีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน ที่บัญญัติเรื่องการกระทำความผิดของนักสืบเอกชนอัน เนื่องมาจากการปฏิบัติงานนักสืบ ซึ่งจะทำให้ผู้เสียหายสามารถเสาะหาพยานหลักฐานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะฉบับเดียว ที่ต้องปฏิบัติตามเป็นหลักๆ และหากผู้กระทำผิดหลุดพ้นความรับผิดจากข้อหาใด ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายพิเศษฉบับนี้ ก็ยังมีกฎหมายทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้เป็นการทั่วไปกับทุกคนอยู่แล้ว

นอกจากนี้ในการร่างกฎหมายเฉพาะดังกล่าว ผู้ร่างก็ย่อมต้องทราบว่าลักษณะการทำงานของนักสืบเอกชนเป็นอย่างไร มีเหตุการณ์ใดที่อาจก่อให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายได้ และควรกำหนดโทษอย่างไรให้เหมาะสมกับความผิดในแต่ละเรื่อง ซึ่งจะทำให้นักสืบเอกชนผู้กระทำความผิดรู้สึก เข็ดหลาบ และไม่กล้ากระทำผิดซ้ำอีก

อนึ่ง ในกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนนี้ อาจกำหนดให้บุคคลอื่นที่มิใช่นักสืบเอกชนแต่ได้ร่วมกระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือส่งเสริมให้นักสืบเอกชนกระทำความผิด ต้องรับโทษด้วยก็ได้ เพราะการใด ๆ ที่เอกชนคนธรรมดา ซึ่งมิได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักสืบเอกชน แต่ได้ปฏิบัติการใดๆที่ถือได้ว่าเป็นงานนักสืบแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ก็ควรต้องรับผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย

3. ข้อมูลที่ได้จากการสืบหา

ข้อมูลที่ได้จากการสืบหาของนักสืบเอกชนนั้นสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครอง รัฐธรรมนูญ การเมือง ผู้บริโภค ยาเสพติด แรงงาน ล้มละลาย ภาษีอากร ทรัพย์สินทางปัญญา การค้าระหว่างประเทศ เยาวชน ครอบครัว ทหาร ฯลฯ ได้เพียงใด เป็นการได้มาซึ่งหลักฐานที่โปร่งใสหรือไม่ ข้อมูลที่นักสืบเอกชนหามาได้นั้นจะถือว่าเป็นข้อมูลซึ่งมีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงพอที่จะใช้ประกอบการพิจารณาคดีหรือไม่

ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีการนำข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยที่มาได้ไปใช้ประกอบสำนวนคดีเวลาพิจารณาความในศาล เนื่องจากลักษณะการทำงานของนักสืบเอกชนนั้นไม่อาจเปิดเผยได้ จึงมีความกังวลในกระบวนการยุติธรรมว่าการได้มาของข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งย่อมส่งผลถึงการพิจารณาคดีในศาลได้ เพราะกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานนั้นย่อมมีหลักการสำคัญอยู่ว่าการได้มาของพยานหลักฐานที่จะมาอยู่ในสำนวนคดีนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย

หากมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนก็จะเป็นการรองรับสถานะทางกฎหมายของนักสืบเอกชนได้ว่ามีวิชาชีพนี้อยู่ มีลักษณะการทำงานเช่นนี้ มีการหาข้อมูลด้วยวิธีนี้ และเมื่อมีการสืบหาข้อมูลใดๆมาแล้ว ก็เป็นปกติที่จะต้องนำข้อมูลนั้นไปใช้ โดยเฉพาะใช้ในการดำเนินคดีในศาล ดังนั้น เมื่อข้อมูลไปปรากฎในสำนวนคดีแล้ว การจะอ้างว่าได้มาโดยการว่าจ้างนักสืบเอกซนที่กฎหมายรองรับก็มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับประมวลจริยธรรม และหลักวิชาชีพจรรยาบรรณต่างๆ ย่อมกำหนดให้การกระทำใดๆเพื่แสวงหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต้องไม่มีการฝ่ฝืนกฎหมายใดๆทั้งสิ้น เช่นนี้แล้ว ศาลจึงรับฟังข้อมูลที่ได้จากการสืบหาของนักสืบเอกชนได้ อย่างไรก็ตาม การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานก็เป็นดุลพินิจของศาลเป็นอีกโสตหนึ่งต่างหาก

การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้นหมายถึง ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆในศาลจะต้องกระทำตามกฎหมายลักษณะพยาน ซึ่งทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่นๆ พยานหลักฐานที่จะนำมาใช้อ้างอิงในศาลได้ก็ต้องเกิดขึ้นและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นหลัก แต่หากพยานหลักฐานชิ้นใดจะมีความบกพร่องในเรื่องใดบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้ดุลพินิจในการรับฟังว่าจะตัดพยานนั้นออกไปเลยหรือไม่ หรือจะรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด และสุดท้ายแล้วจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งย่อมมีหลักการแตกต่างกันไปตามประเภทของคดีต่างๆ เช่น ในคดีแพ่งก็ย่อมรับฟังได้ง่ายกว่าคดีอาญา เนื่องจากในคดีอาญาศาลต้องรับฟังจนปราศจากข้อสงสัยแล้วจึงจะลงโทษจำเลยได้ เพราะด้วยลักษณะของโทษทางอาญาที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอันเป็นสาระสำคัญขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐต้องให้ความคุ้มครอง ดังนั้น หลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาจึงต้องเคร่งครัดกว่าในคดีแพ่งเป็นธรรมดา

4. การยกระดับอาชีพนักสืบเอกชนขึ้นเป็นวิชาชีพนักสืบเอกชน

การยกระดับอาชีพนักสืบเอกชนขึ้นเป็นวิชาชีพนักสืบเอกชนมีความสำคัญเพราะมาตรฐานของทั้ง 2 คำนี้ล้วนมีความคาดหวังในคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คำว่า “วิชา”‘ เป็นคำนาม หมายถึง ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน คำว่า “อาชีพ”‘ เป็นคำนาม หมายถึง การเลี้ยงชีวิต การทำมาหากินงานที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี้ยงชีพ และคำว่า “วิชาชีพ” เป็นคำนาม หมายถึง วิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ ดังนั้น หากจะยกระดับอาชีพนักสืบเอกชนขึ้นเป็นวิชาชีพ ก็ต้องมีความหมายว่านักสืบเอกชนเป็นงานที่ต้องนำความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝนไปใช้ในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ หากยังไม่ผ่านการอบรมเรียนรู้มาก็จะประกอบวิชาชีพนี้ไม่ได้

5. องค์กรกลาง

ในปัจจุบันไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน แต่หากต่อไปจะมีองค์กรกลางที่เข้ามากำกับดูแลหรือควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน ควรเป็นองค์กรอะไร มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เป็นชมรม สมาคม หรือสภาวิชาชีพ และควรอยู่ภายใต้หน่วยงานใดของรัฐบาลหรือไม่ เช่น กระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย

ดังที่ได้เสนอแล้วว่าควรมีสภาวิชาชีพนักสืบเอกชน ซึ่งเป็นการรวมตัวของตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ และตัวแทนของสมาชิกสภาวิชาชีพนักสืบเอกชน เพื่อทำหน้าที่กำหนดกลไกการทำงาน ลักษณะ รูปแบบ หรือรายละเอียดของการปฏิบัติงานของนักสืบเอกชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการก่อตั้งสภาวิชาชีพนักสืบเอกชนจำนวนสมาชิกอาจยังมีไม่มากนัก จึงอาจดำเนินการในรูปแบบของสมาคม ไปก่อนได้ ต่อเมื่อมีความพร้อมทั้งบุคลากรและงบประมาณจึงตั้งเป็นสภาวิชาชีพนักสืบเอกชนต่อไป

6. การสนับสนุนส่งเสริมการประกอบธุรกิจนักสืบเอกซนจากภาครัฐ

เนื่องจากการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนในปัจจุบันยังขาดแคลนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและความเชี่ยวชาญอีกมาก รัฐจึงควรช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้มีการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนมากยิ่งขึ้นและควรได้คุณภาพมาตรฐานมากขึ้นด้วย โดยการส่งเสริมนั้นอาจเป็นในรูปแบบของการช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารในแวดวงวิชาชีพนักสืบเอกชน การให้ทุนค้นคว้า วิจัยและศึกษาเพื่อพัฒนาการประกอบวิชาชีพนักสืบเอกชน ปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจนักสืบ

การเปิดโรงเรียนนักสืบที่เป็นของรัฐโดยคิดค่าใช้จ่ายไม่สูง การจูงใจผู้เปิดโรงเรียนนักสืบหรือสถานฝึกอบรมวิชาชีพนักสืบเอกชนด้วยการเพิ่มอัตราการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีอากร ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพนักสืบเอกชนมีจำนวนมากขึ้น เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่คิดจะใช้บริการรวมทั้งเป็นการแบ่งเบาภาระงานของรัฐด้วย

7. โรงเรียนนักสืบ

โรงเรียนนักสืบที่เริ่มเปิดในประเทศไทยมากชั้นเรื่อยๆนี้ มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ควรมีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล และแต่ละโรงเรียนควรมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ อย่างไร เช่นกระทรวงศึกษาธิการควรเข้ามากำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนให้โรงเรียนนักสืบเลยหรือไม่หรือเพียงแต่คอยควบคุมมาตรฐานการศึกษาให้อยู่ในระดับเดียวกับสถานศึกษาประเภทอื่นๆก็พอโรงเรียนสอนการเป็นนักสืบเอกชนในประเทศไทยทุกวันนี้มักซื้อหลักสูตรจากต่างประเทศเข้ามา และสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติโดยนักสืบเอกชนคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานมาพอสมควรหรือบางครั้งก็เชิญวิทยากรจากต่างประเทศเข้ามาบรรยายบ้าง ซึ่งก็มีบุคคลให้ความสนใจเสียค่าใช้จ่ายเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อย ด้วยหวังจะได้รับความรู้และเทคนิควิธีการใหม่ๆไปประกอบเป็นอาชีพต่อไปได้ นอกจากนี้ หากได้รับประกาศนียบัตรรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมแล้วก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าราคาค่าจ้างในการทำงานได้ด้วย

อ่านลทความน่าสนใจถัดไปเกี่ยวกับนักสืบ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *